Home

1. สารบาญ
 
     
2. ภาค 2 บทที่ 4 กฎหมายว่าด้วยมรดก
 
กฎหมายว่าด้วยมรดก
   
1. ความหมายของคำว่า "มรดก"
มรดกตามกฎหมาย มาตรา 1600 หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่างๆ ด้วย เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการ เฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้
1.1 ทรัพย์สิน คือวัตถุที่มีรูปร่างรวมทั้งวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ วัตถุที่มีรูปร่าง เช่นที่ดิน บ้านเรือน รถยนต์ เงินตรา เป็นต้น ส่วนวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง ได้แก่ สิทธิทั้งหลายซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของ เจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ลิขสิทธิ์สิทธิในเครื่องหมายการค้า
1.2 สิทธิที่จะเป็นมรดกและตกทอดไปยังทายาทได้ ต้องเป็นสิทธิที่มีราคาและอาจถือเอาได้ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างดังจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องทรัพย์สิน
1.3 หน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นความผูกพันในเรื่องหนี้สินซึ่งผู้ตายได้ทำไว้ เช่น หน้าที่ในการชะระหนี้เงินกู้
แม้ว่าทายาทมีหน้าที่จะต้องรับผิดในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้นมาดังกล่างก็ตามแต่ทายาทก็ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน กล่าวคือแม้จำนวนหนี้สินของผู้ตายจะมีจำนวนสูงกว่ามรดกที่ตนได้รับ ทายาทก็ไม่ จำเป็นต้องเอาทรัพย์สินส่วนของตนไปชำระ
1.4 สิทธิหน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้ตายที่จะตกทอดไปยังทายาทดังกล่าวนั้น ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วต้องมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย
ที่ว่าเป็นการเฉพาะตัวตามกฎหมาย หมายถึง เป็นสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิด ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติว่าไม่ตกทอดไปยังทายาท เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน
ส่วนที่ว่าเป็นการเฉพาะตัวโดยสภาพ หมายถึง เป็นดสิทธิหน้าที่หรือความรับผิดซึ่งผู้ตายมีต้องกระทำหรือต้องรับผิดด้วย ตนเองโดยสภาพไม่อาจโอนไปให้ผู้อื่นกระทำ หรือรับผิดชอบแทนไม่ได้ ซึ่งได้แก่สิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นเรื่องที่เกี่ยว กับคุณสมบัติเฉพาะตัวของเจ้ามรดก เช่น สิทธิตามสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตายสิทธิในการเช่าทรัพย์ไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท
   
2. การตกทอดของมรดก
2.1 เจ้ามรดกตาย
การตายของเจ้ามรดก หมายถึง การตายโดยธรรมชาติ กล่าวคือ หัวใจหยุดเต้น และสมองไม่ทำงาน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เจ้ามรดกต้องตายนั้นอาจเป็นเพราะเหตุใดๆ ก็ได้ เช่น แก่ตาย เป็นโรคตาย ประสบอุบัติเหตุตาย หรือถูกทำร้ายตาย
2.2 เจ้ามรดกถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
2.2.1 เหตุปกติ
เมื่อบุคคลไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี
2.2.2 เหตุพิเศษ
2.2.2.1 เมื่อบุคคลใดได้ไปในการรบหรือสงคราม และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง
2.2.2.2 เมื่อบุคคลได้เดินทางไปโดยยานพาหนะแล้วยานพาหนะนั้นอับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทางอับปาง หรือถูกทำลายหรือสูญหายไป
2.2.2.3 เมื่อบุคคลใดตกอยู่ในอันตรายแห่งชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2.2.2.1 หรือ 2.2.2.2 และวไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่อันตรายแก่ชีวิตดังกล่าวได้ผ่านพ้นไป
   
3.ผู้มีสิทธิรับมรดก
 
ผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามกฎหมายแบ่งได้ 3 ประเภท
3.1 ทายาท
3.2 วัด
3.3 แผ่นดิน
   
3.1 ทายาท ได้แก่
3.1.1 ทายาทโดยธรรม
ทายาทโดยธรรมคือผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกโดยผลของกฎหมาย กล่าวคื ในกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยไม่ทำพินัยกรรมไว้หรือทำไว้แต่พินับกรรมนั้นไม่มีผลไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ กฎหมายก็จะกำหนดว่าใครบ้างเป็นทายาทซึ่งมีสิทธิที่จะรับมรดกของเจ้ามรดกดังกล่าวอันได้แก่ ญาติของผู้ตายและคู่สมรสของผู้ตาย
ทายาทโดยธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
3.1.1.1 ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติ
ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติตามกฎหมาย มี 6 ลำ ดับ แต่ลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลังเรียงลำดับดังนี้
1) ผู้สืบสันดาน
2) บิดามารดา
3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5) ปู่ ย่า ตา ยาย
6) ลุง ป้า น้า อา
ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติหกลำดับดังกล่าว แยกพิจารณาได้ ดังนี้
1) ผู้สืบสันดาน
ผู้สืบสันดาน หมายถึง ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงลงมาทุกชั้นของเจ้ามาดก ซึ่งได้แก่ บุตร หลาน เหลน ลื้อ ของเจ้ามรดก แต่กรณีผู้สืบสันดานต่างชั้นกันตามกฎหมายบุตร ของเจ้ามรดกเป็นผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดจึงตัดผู้สืบสันดานในชั้นถัดไป แต่ผู้สืบสันดานในชั้นถัดไปนั้นยังอาจมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิใน การรับมรดกแทนที่หรือการสืบมรดกเท่านั้น
สำหรับบุตร หมายถึง บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเจ้ามรดกเป็นบิดาบุตรนั้นต้อง เกิดจากบิดามารดาซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ถ้ามารดาเป็นเจ้าของมรดก แม้มารดากับบิดาจะมิได้จดทะเบียนสมรสกัน บุตรนั้นก็เป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของมารดา
บุตรยังรวมถึงบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกด้วย ซึ่งบุตรบุญธรรมดังกล่าวต้อง ได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้วด้วย และรวมถึงบุตรนอกกฎหมายในกรณีที่บิดามารดามิได้จดทะเบียนสมรสกันแต่บิดามีพฤติการณ์รับรอง เช่น ให้ใช้ นามสกุล แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ดังนี้บุตรนั้นย่อมเป็นบุตรนอกกฎหมาย ที่บิดารับรองและจึงมีสิทธิรับมรดก หากเป็นเพียงบุตรนอกกฎหมายและบิดาไม่มีพฤติการณ์รับรองย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกเลย
2) บิดามรดา
บิดา มารดา หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ถ้าเป็นบิดาเจ้ามรดก บิดาต้องไปจดทะเบียนสมรสกับมารดาของเจ้ามรดก แต่ถ้าเป็นมารดาของเจ้ามรดก แม้มารดาบบิดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารดาก็ย่อมเป็นมาดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเสมอ
บิดามารดานี้ ไม่หมายรวมถึงผู้รับบุตรบุญธรรม ซึ่งกฎหมายไม่ถือเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 2 ของบุตบุญธรรมและไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้าของมรดกซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมตน
3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องซึ่งเกิดมาจากบิดามารดาที่ ชอบด้วยกฎหมายคนเดียวกับเจ้ามรดก
4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน หมายถึง พี่น้องซึ่งมีแต่เฉพาะบิดา ที่ชอบด้วยกฎหมายคนเดียวดันกับเจ้ามรดก หรือเป็นพี่น้องซึ่งมีแต่เฉพาะมารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก
5) ปู่ ยา ตา ยาย
ปู่ ย่า หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก
ตา ยาย หมายถึงบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเจ้ามรดก
6) ลุง ป้า น้า อา
ลุง ป้า น้า อา หมายถึงพี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาวของ บิดาหรือมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ไม่รวมถึงลู้ผู้พี่หรือลูกผู้น้องของบิดาหรือมารดาเจ้ามรดกด้วย
ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติซึ่งมีหกลำดับดังกล่าวนั้น เป็นเพียงผู้อาจ จะมีสิทธิมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้น มิได้หมายความว่าเมื่อเจ้ามาดกตายแล้ว ทายาทดังกล่าวทุกลำดับมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายร่วมกัน แต่สิทธิที่จะรับมรดกของทายาทดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายดังนี้
ทายาทโดยธรรมลำดับก่อนตัดทายาทในลำดับหลังหมายความว่า หากทายาทโดยธรรม ลำดับก่อนยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วทายาทโดยธรรมในลำดับ ถัดลงไปจะไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก ยกเว้นแต่ผู้สืบสันดานและบิดามารดาของเจ้ามรดกจะไม่ตัดกัน
3.1.1.2 ทายาทโดยธรรมที่เป็นคู่สมรส
คู่สมรส หมายถึง คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกกล่าวคือต้อง ได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกมีฐานะเป็นทายาท โดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกเสมอ ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้ามรดกจะมีทายาท โดยธรรมที่เป็นญาติดังกล่าวมาในข้อ 3.1.1.1 หรือไม่ก็ตาม
   
3.1.2 ทายาทโดยพินัยกรรม
ทายาทโดยพินัยกรรม หมายถึง ผู้มีสิทธรับมรดกตามที่พินัยกรรมได้ระบุไว้กล่าวคือขณะที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนไว้ว่า เมื่อตนตายไปแล้วจะยกทรัพย์สินให้แก่ใคร เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งบุคคลจะได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นอาจเป็นบุคคลอื่นที่มิได้เป็นญาติของเจ้ามรดกก็ได้
3.1.2.1 ประเภทของทายาทผู้รับพินัยกรรม
1) บุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกทั้งหมดของเจ้ามรดกหรือตามเศษส่วน หรือตามส่วนที่เหลือของทรัพย์มรดกซึ่งมิได้แบ่งแยกไว้ต่างเป็นพิเศษจากกองมรดก โดยจะเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะทั่วไป
2) บุคคลผู้มีสิทธิรับมรดกเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างซึ่งผู้ทำพินัยกรรม เจาะจงไว้โดยเฉพาะหรือแยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก โดยจะเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ
3.1.2.2 พินัยกรรม
1) ความหมาย
พินัยกรรม คือ การแสดงเจตนาของเจ้ามรดกในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และกิจการของตนก่อนตาย เพื่อให้การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย นั้นมีผลต่อเมื่อตนถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งการแสดงเจตนาดังกล่าวต้องได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้
2) แบบของพินัยกรรม
การทำพินัยกรรมนั้นกฎหมายกำหนดว่าจะทำ ได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้
1) พินัยกรรมแบบธรรมดา
2) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
3) พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
4) พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
5) พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา
3) ผู้ทำพินัยกรรม
บุคคลธรรมดาทั่วๆ ไปสามารถทำพินัยกรรมได้ แต่การทำพินัยกรรมของผู้เยาว์ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ สามีหรือภริยา กฎหมายได้กำหนดไว้ดังนี้
(1) ผู้เยาว์
ผู้เยาว์ทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ หากฝ่าฝืนพินัยกรรมนั้นเป็นโมฆะ
กฎหมายกำหนดให้ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ขึ้น ไปทำได้โดยไม่ได้รับความยินยอม
(2) คนวิกลจริต
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามรถทำขึ้นนั้น จะเสียเปล่าตกเป็นโมฆะก็ต้อง เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำวิกลจริตอยู่
(3) คนไร้ความสามารถ
คนวิกลจริต ซึ่งศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งจะต้องมีผู้อนุบาลซึ่งศาลเป็นผู้ตั้ง แต่ผู้อนุบาลก็ไม่อาจทำพินัยกรรมแทนคนไร้ความสามารถได้ เพราะการทำพินัยกรรมเป็นสิทธิเฉพาะตัว พินัยกรรมซึ่งคนไร้ความสามารถทำขึ้นเป็นโมฆะ
(4) คนเสมือนไร้ความสามารถ
พินัยกรรมซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถทำขึ้น มีผลสมบูรณ์
คนเสมือนไร้ความสามารถ คือบุคคลที่ไม่สามรถจัดทำการงานของตนเองได้ เนื่องจากกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเพราะประพฤติตนสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือเพราะติดสุรายาเมาและสามารถทำการงานของตนได้ แต่ในกาจัดทำกิจการสำคัญๆ จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ซึงศาลเป็นผู้ตั้งเสียก่อน
แต่การทำพินัยกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ไม่มีกฎหมาย ห้ามหรือวางเงื่อนไขไว้แต่ประการใด คนเสมือนไร้ความสามรถจึงทำพินัยกรรมโดยลำพังตนเอง
(5) สามีหรือภรรยาไม่มีอำนาจมีพินัยกรรมยกสิน สมรสที่เกินกว่าส่วนของตนนั้นไม่มีผล
4) ผู้เขียนและพยานในพินัยกรรม
ผู้เขียนพินัยกรรมและพยานในพินัยกรรมจำเป็นต้องมีในพินัยกรรมแบบธรรมดา พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง พินัยกรรมแบบเอกสารลับและพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ส่วนพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับผู้ทำพินักรรมเป็นผู้เขียนเองโดยไม่ต้องมีพยาน ผู้เขียนพินัยกรรมและพยานในพินัยกรรม รวมทั้งคู่สมรสของบุคคลนั้นๆ จะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วนายอำเภอผู้ทำหน้าที่จดข้อความในพินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา กฎหมายให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมด้วย
   
3.2 วัด
วัดมีสิทธิรับมรดกของภิกษุที่มรณะภาพได้ แม้พระภิกษุมิได้ทำพินัย กรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่วัดก็ตาม แต่จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการดังนี้
1) มรดกดังกล่าวต้องเป็นทรัพย์สินที่ภิกษุได้มาระหว่างเวลาที่บวชเป็นพระภิกษุอยู่ ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนบวชเป็นพระภิกษุก็ไม่เป็นมรดกแก่วัด
2) มรดกดังกล่าวพระภิกษุจะต้องมิได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใด และมิได้จำหน่ายไประหว่างที่พระภิกษุยังมีชีวิตอยู่
3) พระภิกษุดังกล่าวจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดนั้น
3.3 แผ่นดิน
ในกรณีที่บุคคลใดถึงแก่ความตายลงโดยบุคคลนั้นไม่มีทายาทโดยธรรม และมิได้ทำพินัยกรรมยกมรดกของตนให้แก่ผู้ใด หรือมิได้ทำพินัยกรรมให้จัดตั้งมูลนิธิโดยใช้มรดกของตนเป็นทรัพย์ในการดำเนิน การของมูลนิธิและมรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่แผ่นดิน
   
3.3 แผ่นดิน
ในกรณีที่บุคคลใดถึงแก่ความตายลงโดยบุคคลนั้นไม่มีทายาทโดยธรรม และมิได้ทำพินัยกรรมยกมรดกของตนให้แก่ผู้ใด หรือมิได้ทำพินัยกรรมให้จัดตั้งมูลนิธิโดยใช้มรดกของตนเป็นทรัพย์ ในการดำเนินการของมูลนิธิแล้ว มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่แผ่นดิน
   
4. การเสียสิทธิรับมรดก
แม้ทายาทจะมีสิทธิความเป็นทายาทไม่ว่าในฐานะทายาทโดยธรรมหรือทายาทผู้รับพินัยกรรม แาจเสียสิทธิรับมรดกไปได้หากได้มีการกระทำหรือการแสดงเจตนาตาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้ ซึ่งมี 4 กรณีคือ
4.1 การถูกกำจัดมิให้รับมรดก
การถูกกำจัดมิให้รับมรดก เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ทายาทโดยธรรมหรือ โดยพินัยกรรมหมดความเป็นทายาทซึ่งมีสิทธิในการับมรดก ทั้งนี้เพราะทายาทดังกล่าวได้ยักย้าย ปิดบังทรัพย์มรดกหรือเป็นผู้ประพฤติไม่สมควร ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 และมาตรา 1606
4.2 การตัดมิให้รับมรดก
การตัดมิให้รับมรดกเป็นกรณีที่เจ้ามรดกมีความประสงค์จะไม่ให้ทายาทของตน ได้รับมรดกโดยการแสดงเจนาชัดแจ้งในพินัยกรรมหรือโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น นายอำเภอ แต่อาจมีกรณีที่มิได้เกิดจากการแสดงเจนาโดยชัดแจ้งดังกล่าว หากแต่กฎหมายไม่ให้สิทธิทายาทโดยธรรมที่จะรับมรดก โดยกำหนดไว้ว่า "…เมื่อบุคคล ใดทำพินัยกรรมจำหน่ายมรดกเสียทั้งหมด…" ก็เป็นอันแสดงว่าทายาทอื่นที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมย่อมหมดสิทธิรับมรดก ซึ่งทายาทที่จะถูกตัดมิให้รับมรดกนี้จะมีได้เฉพาะทายาทโดยธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608
4.3 การสละมรดก
การสละมรดก คือการที่ทายาทโดยธรรม หรือทายาทโดยพินัยกรรมได้แสดง เจตนาที่จะไม่รับทรัพย์มรดกส่วนที่ตกได้แก่ตน โดยการสละมรดกนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว และการสละมรดกนั้นต้อง แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น นายอำเภอหรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ได้ อีกทั้งเมื่อทายาทผู้รับ มรดกได้แสดงเจตนาสละมรดกโดยสมบูรณ์แล้วย่อมจะถอนไม่ได้ ทั้งนี้ตามประกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 , 1613 และ1619
4.4 อายุความมรดก
อายุความมรดกนั้นเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดอายุความในการฟ้องขอแบ่งมรดกไม่ว่าในฐานะทายาทโดยธรรม หรือทายาทผู้รับพินัยกรรม และรวมถึงเจ้าหนี้ของเจ้ามรดกที่จะฟ้องเรียกชำระหนี้จากกองมรดก ซึ่งจะต้องฟ้องภายมในกำหนดอายุความคือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่เข้ามรดกตาย
ดังนี้หากมิได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายเช่นนี้ บุคคลผู้นั้นย่อมหมดสิทธิเรียกร้องในกองมรดกไป
   
5. การจัดการมรดกและการแบ่งปันมรดก
ปัญหาในการรวบรวมทรัพย์มรดกตลอดจนการติดตามทวงหนี้และ การชำระหนี้กองมรดกก็เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีบุคคลหนึ่งหรือหลายคน เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยรวบรวมทรัพย์มรดก เรียกร้องหนี้สินจากลูกหนี้เข้ามา รวมไว้ในกองมรดกและชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก และวจึงแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาตามสิทธิของแต่ละคน บุคคลซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่า ผู้จัดมรดก และหากทรัพย์มรดกในกองมรดกดังกล่าวเป็นเงินฝากในธนาคารหรือทรัพย์ที่ จะทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้คืออสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจดทะเบียนได้ซึ่งได้แก่ หรือกำปั่นมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต้ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ หากทายาทไปขอรับมรดกโดยขอถอนเงินจากบัญชีฝากของเจ้ามรดก หรือขอเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมักจะปฏิเสธที่จะดำเนินการให้ โดยอ้างว่าไม่อาจรู้ว่าใครเป็นทายาทที่แท้จริงจนกว่าจะมีคำสั่งศาลมาแสดง ทายาทจึงจำต้องร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล เพื่อนำคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว
  แหล่งข้อมูล http://e-book.ram.edu
   























































 
 
 
 
       
ทั้งหมดบนเวปไซต์นี้ ขอสงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดย Thethailaw.com
ปรับปรุงล่าสุดวันที่